ศาล ปค.ยกคำร้อง สตง.ขอฟื้นคดีคลองด่านใหม่

Last updated: Dec 12, 2017  |  1033 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวเด่น

ศาล ปค.ยกคำร้อง สตง.ขอฟื้นคดีคลองด่านใหม่

ศาล ปค.ยกคำร้อง สตง.ขอฟื้นคดีคลองด่านใหม่

ศาลปกครอง มีคำสั่งไม่รับคำร้อง สตง.ขอรื้อคดีคลองด่านใหม่ ชี้ สตง.ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ถูกกระทบโดยตรงจากคดี ตาม ม.75 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ปี 42

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายประวัติ วิสัยกุล ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน ขอรื้อคดีคลองด่านและองค์คณะ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ขอพิจารณาคดีใหม่ ในสำนวนที่ บริษัทวิจิตรภัณฑ์ ก่อสร้าง จำกัด, บริษัทสี่แสงการโยธา (1979) จำกัด, บริษัทประยูรวิศว์ จำกัด, บริษัทกรุงธน เอนยิเนียร์ จำกัด และบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่เป็นคู่สัญญาจ้างออกแบบร่วมก่อสร้างระบบรวบรวม และบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ (คลองด่าน) และบริษัทสมุทรปราการ ออพเปอร์เรทติ้ง จำกัด เป็นผู้ร้องที่1-6 ยื่นฟ้อง กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ ลงวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่คณะอนุญาโตฯ ให้ คพ.ชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย และดอกเบี้ย 4,983,342,383 บาท และจำนวน 31,035,780 เหรียญสหรัฐฯ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้คืนหนังสือค้ำประกันพร้อมค่าธรรมเนียม

โดยศาลปกครองกลางพิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีที่ บ.วิจิตรภัณฑ์ฯ กับพวกรวม 6 ราย ยื่นฟ้องให้ คพ. ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยคณะอนุญาโตฯนั้น ผลแห่งคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาวันที่ 10 ตุลาคม 2557 ยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ คพ.ชำระเงินกับ บ.วิจิตรภัณฑ์ฯ กับพวกรวม 6 ราย ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตฯ ภายใน 90 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด ผลของคำพิพากษานั้นก่อให้เกิดหน้าที่กับ คพ.ที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา

การที่ สตง.ผู้ร้องขอพิจารณาคดีขึ้นใหม่ โดยอ้างว่าเป็นส่วนราชการ ที่เป็นองค์กรอิสระจัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการใช้เงินงบประมาณของส่วนราชการ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง (2) สตง.ผู้ร้องจึงเป็นตัวแทนของรัฐมีหน้าที่ดูแลเงินแผ่นดิน และมีส่วนได้ส่วนเสียในการชำระเงิน ของ คพ.ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำ 285-286/2556 โดยการขอพิจารณาคดีใหม่เนื่องจากมีพยานหลักฐานใหม่ที่ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอาญา คดีหมายเลขดำ อ.1682/2557 รวมทั้งหลักฐานอื่นที่รับฟังเป็นที่ยุติแล้ว จะเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของคำพิพากษา ประกอบกับการที่ศาลปกครองชั้นต้นกับศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีได้รับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด โดยการที่ สตง.ขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณากรณีนี้ใหม่เป็นการช่วยปกป้องคุ้มครองเงินทางราชการ ถือได้ว่าคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนรวมของรัฐนั้น

ศาลปกครองกลางก็เห็นว่า สตง.เป็นองค์กรอิสระจัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง (2) ในการตรวจสอบเงินแผ่นดิน ดังนี้ (ก)ตรวจสอบการรับจ่าย การเก็บรักษา การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินอื่นของหน่วยรับตรวจ หรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรับตรวจ และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ และอาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน การใช้จ่ายทรัพย์สินอื่น หรือการจัดซื้อจัดจ้างตามแผนงานหรืองาน โครงการของหน่วยรับตรวจและแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป็นไปโดยประหยัด ได้ผลตามเป้าหมาย และมีผลคุ้มค่าหรือไม่ (ข) ตรวจสอบบัญชี และรายงานการรับจ่ายเงินประจำปีงบประมาณ และงบแสดงฐานะการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายและตามความเป็นจริงหรือไม่ (ค)ตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายและตามความเป็นจริงหรือไม่ (ง) ศึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับแผนงาน งานโครงการที่จะมีผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณ (จ) ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นของหน่วยรับตรวจ และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ กรณีนี้ให้มีอำนาจตรวจสอบการประเมินภาษีอากร การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นที่หน่วยรับตรวจจัดเก็บด้วย และหน่วยรับตรวจต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาจากผู้เสียภาษีอากร ผู้ชำระค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดให้แก่ สตง.ตามที่ร้องขอด้วย และให้ถือว่าการให้ข้อมูลดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ตามกฎหมายจึงเห็นได้ว่า สตง.ผู้ร้องขอ เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการเงินของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ประกอบกับเหตุผลที่อ้างมาในคำร้อง ยังไม่อาจถือได้ว่า สตง.ผู้ร้องขอ เป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย หรืออาจถูกกระทบโดยตรงจากผลแห่งคดี ที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ตามบทบัญญัติ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542ระบุว่า กรณีที่ศาลปกครอง มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย หรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้น อาจมีคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้

ทั้งนี้ นายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า จากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอพิจารณาคดีที่ สตง.ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีโครงการจัดการน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษคลองด่านใหม่นั้น คำสั่งของศาลปกครองกลางในชั้นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด โดย สตง.ยังมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่ง

ส่วนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ที่ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนให้ คพ.เป็นผู้ชำระเงินกับบริษัททั้ง 6 นั้น นายสมชาย โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ถ้าภายหลังศาลปกครองสูงสุด จะมีคำสั่งรับคำขอพิจารณาคดีขึ้นมาใหม่ คดีจะกลับเข้ามาสู่การพิจารณาคดีใหม่ของศาลปกครองชั้นต้น คำพิพากษาที่ให้ คพ.ชำระเงิน อาจจะขอทุเลาไปก่อนได้ แต่ตามหลักระหว่างนี้ จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ คพ. เป็นผู้ชำระเงินตามสัญญา หากยังดื้อแพ่งไม่ชำระภายหลัง จะต้องเสียค่าปรับการชำระล่าช้าได้

Powered by MakeWebEasy.com