21 ปี ป.ป.ช. สร้างสังคมยุติธรรม รวมพลังคนไทย ไม่ทนทุจริต

Last updated: Nov 19, 2020  |  1316 จำนวนผู้เข้าชม  |  สำนักงาน ป.ป.ช. ข่าวเด่น

21 ปี ป.ป.ช. สร้างสังคมยุติธรรม รวมพลังคนไทย ไม่ทนทุจริต

สถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช. ครบรอบ 21 ปี ภายใต้แนวคิด “21 ปี ป.ป.ช. สร้างสังคมยุติธรรม รวมพลังคนไทย ไม่ทนทุจริต”

สำนักงาน ป.ป.ช. ก่อตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ดังนั้น จึงถือว่าวันที่ 18 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช. ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. มุ่งมั่นสร้างสังคมยุติธรรม รวมพลังคนไทย ไม่ทนทุจริต อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต”

พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์การทุจริตของประเทศไทยว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตของประเทศไทยอยู่ในขั้นรุนแรง มีความซับซ้อนมากขึ้น และมีการทุจริตถึงระดับข้ามชาติ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 มีการรับเรื่องกล่าวหาการทุจริต จำนวน 10,382 เรื่อง ในขณะที่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีจำนวน 8,691 เรื่อง ซึ่งลดลงเพียงประมาณร้อยละ 16 จากปีก่อน จึงแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยังไม่ดีขึ้น โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นศูนย์กลางของการตรวจรับและคัดแยกคำกล่าวหา และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการเฉพาะเรื่องที่ร้ายแรง หรือเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ส่วนคดีที่ไม่ร้ายแรง สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ได้ส่งให้หน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นต้น หรือหากเป็นเรื่องทางวินัยก็จะส่งให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น ๆ ไปดำเนินการ ทั้งนี้มีเรื่องร้องเรียนที่สำนักงาน ป.ป.ช. รับไว้ดำเนินการเอง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 2,889 เรื่อง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 2,553 เรื่อง ในขณะที่วงเงินงบประมาณที่มีการกล่าวหาว่าทุจริตในปี พ.ศ. 2562 อยู่ที่ 2.36 แสนล้านบาท ส่วนในปี พ.ศ. 2563 ลดลงเหลือประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 พ.ย. 63) สำนักงาน ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น จำนวน 9,416 เรื่อง และไต่สวน จำนวน 3,320 เรื่อง

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ต่อจากนี้คือ การตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว อำนวยความยุติธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้มีสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดและสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค ทำหน้าที่ตรวจสอบและไต่สวนคดีในท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นคดีขนาดใหญ่ ใหญ่พิเศษ หรือต้องการผู้ที่มีความชำนาญพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลางจะเป็นผู้ดำเนินการ หรือส่งผู้ที่มีความชำนาญลงไปช่วยในพื้นที่

ในส่วนของการเร่งรัดการดำเนินงานนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้กำหนดเงื่อนไขระยะเวลาในการไต่สวนของคดีที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี แต่หากมีกรณีจำเป็นสามารถขยายเวลาได้อีก 1 ปี โดยรวมแล้วไม่เกิน 3 ปี ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สำนักงาน ป.ป.ช. จะเร่งรัดคดีค้างเก่าที่รับไว้ดำเนินการก่อนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ใช้บังคับให้เสร็จสิ้น ส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. จะเป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานนั้น หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญากับเจ้าพนักงานของรัฐแล้วก็จะส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาฟ้องคดีภายใน 180 วัน หากอัยการสูงสุดเห็นว่ายังมีข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ก็จะตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์และดำเนินการฟ้องคดีต่อไป

โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 7 เดือนครึ่ง แต่หากคณะกรรมการร่วมไม่อาจหาข้อยุติได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการฟ้องคดีเอง โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ กรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่าพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ คณะกรรมการร่วมไม่อาจหาข้อยุติเพื่อฟ้องคดีได้ และอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ฟ้องคดี ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องคดีเอง จำนวน 69 เรื่อง โดยคดีถึงที่สุดแล้ว 20 คดี และศาลพิพากษาลงโทษตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล จำนวน 11 เรื่อง และยกฟ้อง จำนวน 9 เรื่อง จึงถือว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำคดีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้มุ่งจะให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษ ถูกยึดทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ความปรารถนาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือ การป้องปรามเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า การทุจริตจะต้องได้รับโทษ ถูกยึดทรัพย์ และให้เห็นว่าการกระทำอาชญากรรมนั้น ไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้ โดยการทำงานในมิติด้านการปราบปรามการทุจริตสำนักงาน ป.ป.ช. จึงเน้นที่การป้องปรามเพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการต่อต้านการทุจริต

ด้านการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการทำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการ สปท. อีกทั้งยังได้จัดทำโครงการ STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมเครือข่ายภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนในการต่อต้านการทุจริต เช่น เปิดโปงการทุจริตในชุมชน เป็นต้น ตลอดจนยังได้จัดให้มีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) เพื่อให้หน่วยงานได้ทราบถึงผลการประเมินและพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐให้ดีและมีความโปร่งใสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และสนับสนุนภาคเอกชนในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์/รณรงค์ในการป้องกันการทุจริต รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือและค่าทดแทนแก่ผู้กล่าวหา ผู้ให้ถ้อยคำ หรือผู้แจ้งเบาะแส และเงินรางวัล ตลอดจนใช้ในการคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากร ป.ป.ช. และค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ส่วนด้านการตรวจสอบทรัพย์สินนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดให้เจ้าพนักงานของรัฐจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 102 และมาตรา 103 มีทั้งหมด 36,640 ราย และในเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิกสภา อบจ. สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เตรียมความพร้อมในการรับยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่จะพ้นจากตำแหน่งและเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว จำนวนมากกว่า 6,000 บัญชีแล้ว นอกจากนี้ ในอนาคตเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าหน่วยงานที่ตนสังกัด ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อวางแนวทางในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวแล้ว

ท้ายสุดคือ ประชาชนมีส่วนสำคัญในการแจ้งเบาะแสการทุจริตให้สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ โดยคนไทยทุกคนต้องไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต โดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ เพราะนอกจาก  จะเป็นการช่วยประเทศชาติในการขจัดการทุจริตแล้ว ในคดีร่ำรวยผิดปกติเมื่อคดีถึงที่สุดและมีการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดแล้ว ผู้แจ้งเบาะแสยังจะได้รับเงินรางวัลอีกด้วย ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนให้ประเทศไทยได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ให้ได้ 50 คะแนน ในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย

Powered by MakeWebEasy.com