รายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561

Last updated: 2018-07-28  |  1909 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561 เวลา 20.15 น.
-------------------------

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ตั้งแต่ทรงดำรงพระราชฐานะพระรัชทายาท เมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์เป็นสำคัญ

โดยมีพระราชประสงค์ที่จะสนองพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมชนกนาถ ด้วยการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ศาสตร์พระราชา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และประเทศชาติเจริญก้าวหน้า มั่นคง

อาทิ พระราชทานความสุขแก่ประชาชน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้พระลานพระราชวังดุสิต จัดการแสดงดนตรี โดยมีวงดนตรีจากหน่วยงานต่างๆ หมุนเวียนกันมาจัดแสดง จัดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

รวมถึงเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติ เผยแพร่ความงดงามของความเป็นไทย และวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน ทรงส่งเสริม สืบสาน ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ ได้แก่ งาน “เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย” งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการจิตอาสา "เราทำความดี ด้วยหัวใจ"

เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ในการบรรเทาความเดือดร้อน และ แก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน อีกทั้งสร้างสานสัมพันธ์ระหว่างข้าราชบริพาร หน่วยงานในพระองค์ หน่วยงานของรัฐ เอกชน และประชาชน ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน จากภัยพิบัติ รวมทั้ง ทหาร ตำรวจ ที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่ชายแดนทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์ ไปมอบสิ่งของพระราชทาน พร้อมเชิญพระราชกระแส ทรงห่วงใย และให้กำลังใจ

สร้างความซาบซึ้ง และปลาบปลื้มปีติ แก่ทหาร ตำรวจ และประชาชน เป็นอย่างยิ่ง พระราชทานทุนการศึกษา แก่เด็กที่ยากจน และด้อยโอกาส มีรับสั่งให้องคมนตรีดูแล ติดตาม เรื่องการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพคนไทย ให้มีพื้นฐานชีวิตที่เข้มแข็ง

ตลอดจนพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลผ่าน ดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีพระบรมราโชบาย ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ ผลิตครูที่มีคุณภาพ และทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่น ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา และทุกๆ ศาสนาในประเทศ ทรงปลูกฝังให้ชาวไทยปฏิบัติธรรม สวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และ วันสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเพื่อแสดงกตัญญุตาคุณ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความดีงาม สุจริต เที่ยงธรรม

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์บทเจริญพระพุทธมนต์ และ ทรงออกแบบปกด้วยพระองค์เอง พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และประชาชน อีกทั้ง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

ทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2561 รัฐบาล ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ทุกหมู่เหล่า รวมใจเป็นหนึ่งเดียว แสดงพลังแห่งความจงรักภักดี

ด้วยการร่วมขับร้องบทเพลง “สดุดีจอมราชา” โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ ในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน สถิตเป็นพระมิ่งขวัญ ปกเกล้า ปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎร์ ตราบกาลนาน

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ครับ, ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาล และ คสช.ได้ ดำเนินนโยบายต่างๆเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีมานานในอดีตนะครับ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศ โดยก้าวข้ามกับดัก ก้าวไปข้างหน้า ให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ อย่างสมภาคภูมิ

สามารถสร้างความเชื่อมั่น ไว้ใจจากประชาคมโลกได้ โดยลำดับ อาทิ เรื่องการบินพลเรือน (ICAO) การประมงที่ถูกต้องตามหลักสากล (IUU) และสถานการณ์ค้ามนุษย์ ที่อยู่ในระดับที่ดีขึ้น (TIP report) นะครับ มาโดยลำดับ เป็นต้น ล่าสุดองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) ได้เปิดเผยรายงานการประเมินผล “ดัชนีนวัตกรรมโลก” ประจำปี 2561

โดยประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 7 อันดับ จากอันดับที่ 51 ในปีที่แล้ว มาเป็นอันดับที่ 44 ในปีนี้ จากทั้งหมด 126 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังถูกจัดให้เป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน เช่น การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง การจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร และที่สำคัญคือ การเป็น “1 ใน 20 ประเทศ” ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาด้านนวัตกรรมนะครับ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ที่สากลให้การยอมรับ ในฐานะและจุดยืนของประเทศไทย ในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้การเดินทาง เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทุกมิติ เป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่งผลการเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส เมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็เป็นไปด้วยดี ตามที่ผมเคยได้เล่าให้ฟังไปแล้ว

และล่าสุดการเยือนศรีลังกาโดยให้ความสำคัญของการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ระหว่างไทยและศรีลังกา อาทิ การเชื่อมไทยและศรีลังกาผ่านกรอบความร่วมมือ ACMECS และการเชื่อมท่าเรือโคลัมโบของศรีลังกา กับระนองของไทยเป็นต้น

ซึ่งจะไม่เป็นเพียงการพูดคุย แล้วก็ผ่านไป แต่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมานะครับ เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ แล้ว และจะส่งต่อให้กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ที่หวังเอาไว้

สำหรับการเยือนภูฏานนั้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว สาธารณสุข และการพัฒนาประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญอย่างที่สุด คือ ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ทั้งในระดับราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน

ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี มีพระบรมราชานุญาต ให้ผมและคณะ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ระราชวังทาชิโช อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงทางพุทธศาสนา สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะ สถาบันกษัตริย์ อันเป็น “จุดเชื่อมโยงจิตใจ” ของประชาชนทั้งสองประเทศด้วย ทั้งนี้ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่อยู่ในบริบทของความร่วมมือทางวิชาการ อาทิ ด้านการพัฒนา สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยภูฏาน มองไทยันั้นเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สอดคล้องกับทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติ ของภูฏาน (Gross National Happiness - GNH) สำหรับโครงการความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการผลิตภัณฑ์ OGOP ของภูฏาน

และโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ ทางการเกษตร ในพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ ณ เมืองพูนาคา ซึ่งได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้เป็นต้นแบบ ในการออกแบบโครงการด้านระบบชลประทาน และการบริหารจัดการน้ำ สำหรับโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ฯ อีกด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่า ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เป็นสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและเอื้อประโยชน์แก่กันได้ จึงเห็นควรผลักดันความร่วมมือดังกล่าวนะครับ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน ผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย - ภูฏาน (JTC) นะครับ ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ครับ, สำหรับการเดินทางไปตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 หรือ กลุ่มจังหวัดราชธานีเจริญศรีโสธร ประกอบด้วย จังหวัดอุบลราชธานี - อำนาจเจริญ - ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินที่เราจำเป็นต้องลงพื้นที่ เพื่อติดตาม ประเมินผลการขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติ แต่ละภูมิภาคของประเทศ

และรับฟังปัญหาโดยตรงจากปากพี่น้องประชาชน รวมทั้งภาคเอกชนในพื้นที่ ซึ่งผมและคณะรัฐมนตรี ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ข้าราชการ และทุกภาคส่วนในพื้นที่นะครับ ที่ให้การต้อนรับ อย่างอบอุ่น

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ ก็คือ กลุ่มจังหวัดนี้ แม้ว่าจะมีแม่น้ำโขง - ชี - มูล หล่อเลี้ยงภาคการผลิต ที่นับว่าตั้งอยู่ในผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม มีผลผลิตที่หลากหลาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตรนะครับ และ แหล่งแปรรูปสมุนไพร ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของภาคอีสาน แต่ทำไมยังคงเป็น “กลุ่มจังหวัด” ที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว “ต่ำที่สุด” ในประเทศนะครับ นอกจากนี้ ยังมีภูมิศาสตร์ที่ตั้ง อยู่บริเวณชายแดน ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นระยะทางยาว มีจุดผ่านแดน ทั้งจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรน รวม 9 ช่องทาง อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่โดดเด่นอยู่เป็นจำนวนมาก

แต่คงเป็นเพราะยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่นะครับ เนื่องจากโครงการพัฒนาต่างๆ ในอดีต ไม่กระจายมาถึงที่นี่ และ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง ระยะยาว ในครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ลงไปเห็นด้วยตาสัมผัสถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยใจ

โดยโครงการต่างๆ ที่เสนอขึ้นมา หากสามารถเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และ มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็ต้องพิจารณาปรับให้มาดำเนินการ "เร็วขึ้น" อาทิ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ทั้งทางถนน - ทางราง - ทางอากาศ เพื่อการท่องเที่ยว และเชื่อมโยงการค้าชายแดนนะครับ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และ แก้ไขปัญหาอุทกภัย การยกระดับการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น โครงการเพิ่มศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และ ศูนย์การแพทย์แผนไทย - พนา ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ครบวงจรเป็นต้น เพื่อจะให้กลุ่มจังหวัดนี้ ได้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ของคนในพื้นที่ ก็คือ “อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และเกษตรอินทรีย์เพิ่มมูลค่า การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การค้าชายแดนได้มาตรฐานสากล” นะครับ

“ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ” นี้ จากการประชุมคณะรัฐมนตรีก็คือ เราได้เห็นผลสำเร็จจากการส่งเสริมสมุนไพรไทยตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตยาจากสมุนไพรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การผลิตยา (GMP)

ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดสมุนไพรไทยโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถส่งออกสมุนไพรและสารสกัดได้กว่าปีละ 1,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าภายในปี 2564, เราจะสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า 5.69 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาชีพการปลูกสมุนไพร ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้ “เห็นชอบ” ในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ “ประชาชนปลูกต้นไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์ เพื่อการออมและการสร้างมูลค่าของเศรษฐกิจ”

โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 58 ชนิด เช่น สัก พะยูง ชิงชัน แดง เต็ง ฯลฯ เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ นับว่า “ประเทศได้ป่า ประชาได้ประโยชน์” เหมือนกับยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัวนะครับ

พี่น้องประชาชนครับ, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ – ครอบครัว – และชุมชน ซึ่งเป็น “ฐานราก” ของสังคม ให้เข้มแข็งนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นอย่างมาก เราต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ ให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน “ทุกกลุ่มเป้าหมาย” โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในสังคม

ในการนี้รัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เตรียมจัดงาน “Thailand Social Expo 2018” ขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 5 สิงหาคม นี้ ณ Hall 5 – 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ซึ่งเกิดจากองค์กรภาคีเครือข่ายด้านสังคม ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนกว่า 80 หน่วยงานตามแนวทาง “ประชารัฐ” พร้อมด้วยหลักการทำงานตามแนวคิด “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

นับว่าเป็นงานมหกรรมด้านสังคม “ครั้งแรก” ของประเทศไทย และเตรียมก้าวเข้าสู่บทบาทนำในประชาคมอาเซียนในปีหน้าอีกด้วย พี่น้องประชาชน ครับ, สำหรับประเด็นที่ผมอยากทำความเข้าใจให้ตรงกันในวันนี้ก็เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการขยะ” ซีงถือเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นะครับ ที่จะต้องเป็นหน่วยปฏิบัติ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ

เช่นพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และพระราชบัญญัติบริหารราชการเมืองพัทยา

ซึ่งกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามที่กฎหมายกำหนดอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งไม่ใช้อำนาจในการบังคับบัญชา ในขณะที่สำหรับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ คำแนะนำ เพื่อให้ อปท.ต่างๆ นำไปปฏิบัติให้อยู่ในกรอบ อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพราะ อปท. นั้นดำรงฐานะเป็นนิติบุคคลด้วยนะครับ

ทั้งนี้การดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถครอบคลุมประเด็นต่างๆ ในการบริหารจัดการขยะอย่างครบถ้วน จึงได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2560 เพื่อให้ครอบคลุมในทุกประเด็นที่มากกว่าการเก็บขนขยะและการกำจัดขยะ

อาทิประเด็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ตาม หลัก 3Rs ได้แก่ การคัดแยกขยะ ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ การหาประโยชน์จากการจัดการมูลฝอยโดยการทำเป็นธุรกิจ การให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอย รวมถึงกลไกในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยที่เป็นเอกภาพ เป็นต้น

ส่วนประเด็นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า รัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทย จะเข้าไปครอบงำกระบวนการจัดการขยะมูลฝอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการให้เอกชนเข้ามาดำเนินการหรือร่วมดำเนินการนั้น

ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองฯ ได้อำนวยความสะดวกการให้เอกชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบในการดำเนินการอย่างมั่นคงและยั่งยืนในการดำเนินการของเอกชน กฎหมายจึงกำหนดให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐมาประกอบการดำเนินการด้วย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งประกาศที่เกี่ยวข้องกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการและอำนาจในการให้ความเห็นชอบนั้น เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด

ดังนั้นการที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ. 2560 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองฯ ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการ

ที่จะมอบหมายให้เอกชนดำเนินการ หรือร่วมดำเนินการกำจัดมูลฝอย จึงเป็นไปตามหลักการเดียวกับกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุน ซึ่งไม่ใช่การเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใดโดยเฉพาะ และหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกเอกชน โดยนำหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

สำหรับประเด็น “การนำพลังงานจากขยะเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า” นั้น เรามีวิธีกำจัดขยะหลายวิธีนะครับ แต่ปัจจุบันมักใช้ “การฝังกลบ หรือเทกอง” ซึ่งไม่ใช่การจัดการขยะ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะยังคงมีปริมาณขยะตกค้าง อยู่เป็นจำนวนมาก และใช้เวลานานในการย่อยสลาย ส่วน “การเผา” เพื่อลดปริมาณขยะนั้น นับเป็นวิธีที่จะทำให้การจัดการขยะ มีประสิทธิภาพ และ สามารถนำพลังงานที่เกิดจากการเผาขยะ ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ก็จึงเป็นวิธีการที่เกิดประโยชน์สูงสุด

และได้มีการกำหนดไว้ใน Roadmap การจัดการขยะมูลฝอย และขยะอันตรายรวมทั้ง แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559 - 2564 แล้ว ทั้งนี้ “การขายกระแสไฟฟ้า” ที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ นั้นจะเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งได้กำหนดโควต้า และอัตราค่าไฟฟ้า ในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ เป็นพลังงานทดแทน ประเภทหนึ่ง

ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการขยะของประเทศด้วยอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอ คือ เมื่อมีโครงการกำจัดขยะจะเกิดขึ้นที่ใด ก็จะมีการต่อต้านจากประชาชนอยู่เสมอ ในกรณีนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการว่า “ขยะเกิดที่ไหน ต้องกำจัดที่นั่น” เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในพื้นที่

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว รัฐบาลจึงได้มี “ข้อยกเว้น” ใน 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1. การยกเว้นการปฏิบัติตามผังเมืองให้สามารถก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะ ในพื้นที่สีเขียวได้ เพราะสถานที่กำจัดขยะ จำเป็นต้องอยู่ห่างจากชุมชน ในระยะที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการควบคุมการดำเนินงาน ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ หรือเหตุรำคาญแก่สภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเคร่งครัด ด้วย

และ 2. การนำประมวลหลักการปฏิบัติสำหรับโครงการที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้น ไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอย เป็นเชื้อเพลิง มาใช้เป็นการอำนวยความสะดวกให้การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามนะครับ ก็ยังคงมีมาตรการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยนะครับ

ทั้งนี้การกำหนดเงื่อนไข ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว เป็นหลักปฏิบัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ใครโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้า ต้องมีความเหมาะสมในการก่อสร้าง มีปริมาณขยะที่เพียงพอ เราคงไม่สามารถก่อสร้างได้ทุกๆ พื้นที่นะครับ และต้องมีการจัดกลุ่มให้ดี ระหว่างพื้นที่จัดตั้งศูนย์คัดแยก และโรงไฟฟ้า ให้เหมาะสมเราต่างเข้าใจตรงใจว่า “การจัดการขยะ เป็นเรื่องที่รอไม่ได้” เรามีขยะเกิดขึ้นทุกวัน มีอัตราการเกิดขยะเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา เนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนแล้ว ก็จะพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ จนยากที่จะรับมือนะครับสุดท้ายนี้หากพิจารณาดูแล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้ “นักฟุตบอลเยาวชน หมูป่า” ซึ่งประสบภัยทางธรรมชาติ อย่างแสนสาหัส แต่ก็สามารถรอดพ้นวิกฤตครั้งนั้น มาได้

ด้วยความเป็นนักกีฬา ที่มีน้ำอด น้ำทน มีสุขภาพกาย และจิตใจ ที่เข้มแข็ง ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนพี่น้องชาวไทย หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นเป็นกิจวัตรซึ่งนอกจากจะช่วยให้ปราศจากโรคภัย ประหยัดค่าหมอ ค่ายาแล้ว ยังช่วยให้ทุกคนมีสปิริตนักกีฬา มีทักษะการคิด - การตัดสินใจที่ดี ภายใต้แรงกดดัน อีกด้วย

ทั้งนี้ การวิ่งนับว่าเป็นการออกกำลังที่ไม่ต้องลงทุนมาก หากเป็นการวิ่งการกุศลแล้ว ก็จะได้บุญไปด้วย นะครับ เช่น งาน “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่งการกุศล” เพื่อจะหาเงินรายได้ส่วนหนึ่ง ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นการสนองพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพดี และ มีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะ ผู้ป่วยยากไร้ในท้องถิ่นห่างไกล ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุข ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการรักษาที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมกัน

โดยสามารถร่วมสร้างกุศล ด้วยการร่วมกิจกรรมเดิน - วิ่ง ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน ศกนี้ หรือร่วมแสดงพลังน้ำใจคนไทย ด้วยการสมทบทุน ตามช่องทางต่างๆ ตามหน้าจอ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ พี่น้องประชาชนครับ, พรุ่งนี้รายการเดินหน้าประเทศไทย “ทุกวันเสาร์ เราปฏิรูป” จะเป็นการนำเสนอในแนวใหม่ ที่เน้นสร้างการรับรู้ เข้าใจ และร่วมมือ เพื่อ “สร้างไทยไปด้วยกัน” นะครับ ผมอยากให้รอติดตามชม เหมือนทุกๆ เย็น หลังเคารพธงชาติ ที่รัฐบาลและ คสช. พยายามที่จะนำเสนอเนื้อหา สาระที่เป็นประโยชน์ สำหรับทุกคนนะครับ

ขอบคุณครับ ขอให้ “ทุกคน” รักษาสุขภาพ และ “ทุกครอบครัว” มีความสุข ปลอดภัยในช่วงวันหยุดยาว นะครับ สวัสดีครับ

 

ชมรายการย้อนหลังผ่านยูทูป ช่องวีดีโอ chorsaard

 

Powered by MakeWebEasy.com