จับตาปี 2020 “5G” เปลี่ยนโลก! ผู้บริโภคใช้ “AI – IoT” ได้จริง – ปลุก “สมาร์ทโฟน” ทั่วโลกกลับมาโต

Last updated: Dec 29, 2019  |  1051 จำนวนผู้เข้าชม  |  MEDIA INSIGHT

จับตาปี 2020 “5G” เปลี่ยนโลก! ผู้บริโภคใช้ “AI – IoT” ได้จริง – ปลุก “สมาร์ทโฟน” ทั่วโลกกลับมาโต

ปี 2019 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นทดลองใช้เทคโนโลยี “5G” ในประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และเศรษฐษกิจของโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน, สหรัฐ, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น รวมถึงบางประเทศในแถบยุโรป แต่ที่น่าจับตามองคือ ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เทคโนโลยี “5G” จะแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะขยายไปสู่การใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

บทสรุป “5G” จากคำพยากรณ์บริษัทเทคโนโลยีและนักวิเคราะห์

  • “IDC” คาดว่า 5G จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกลับมาเติบโต หลังตลาดหดตัว 3 ปีติดต่อกัน โดยประมาณการณ์ปี 2020 จะมียอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกมากกว่า 1,400 ล้านเครื่อง และสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 190 ล้านเครื่อง โดยประเทศหลัก คือ “จีน”
  • “Telenor Group” เผยปี 2020 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกเทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นผลจาก “5G” ซึ่งไม่ใช่เรื่องความเร็วของการรับ-ส่ง Data เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้รับการพัฒนาอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น “AI” และ “IoT” ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ พร้อมทั้งเผย 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
  • “Ericsson” คาดการณ์ผู้ใช้งาน “5G” ทั่วโลก แตะ 2.6 พันล้านรายภายในปี 2025 และผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะใช้ดาต้าเน็ตเฉลี่ย 24 GB ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 7.2 GB ในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการใช้งานวิดีโอเพิ่มขึ้นและมีบริการใหม่ ๆ รองรับ

และภายในสิ้นปี 2025 คาดว่าจะมีจำนวนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT บนเครือข่ายเซลลูลาร์อยู่ที่ 5,000 ล้านชิ้น เพิ่มจาก 1,300 ล้านชิ้นในช่วงสิ้นปี 2019

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาลงรายละเอียดรายงานของบริษัทเทคโนโลยี และนักวิเคราะห์จากทั้ง 3 บริษัท

5G พลิกสถานการณ์ “สมาร์ทโฟน” ทั่วโลกกลับมาโต – คาด “ราคาเครื่อง” จะลดลงอย่างรวดเร็ว

หลังจากยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกหดตัวติดต่อกัน 3 ปี แต่ผลจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี “5G” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก กลับมาเติบโตในปี 2020 โดยเฉพาะแผนเร่งเครื่องพัฒนา “5G” ของประเทศจีน ที่ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีน พร้อมใจกันผลิตอุปกรณ์ Smart Device รองรับ 5G

“International Data Corporation” (IDC) ประมาณการณ์ว่าในปี 2020 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก เติบโต 1.5% หรือคิดเป็นยอดขายมากกว่า 1,400 ล้านเครื่อง โดยคาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G จะอยู่ที่ 190 ล้านเครื่อง คิดเป็นสัดส่วน 14% ของยอดขายสมาร์ทโฟนโดยรวม ซึ่งปริมาณยอดขายของปี 2020 มากกว่ายอดขายสมาร์ทโฟนเทคโนโลยี 4G ที่เปิดตัวเป็นปีแรกในปี 2010 ซึ่งเวลานั้นเติบโตที่ 1.3%

“การพัฒนา 5G ล่าสุดของประเทศจีน จะมีผลต่อระบบซัพพลายเชนของสมาร์ทโฟน และผู้ผลิต OEM ซึ่งจีนจะกลายเป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์ 5G ในเชิง Volume อย่างรวดเร็ว

แต่ก็มีตลาด 5G ในประเทศอื่นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, สหราชอาณาจักร และแคนาดา กลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันยอดขายอุปกรณ์ 5G ในปี 2020 เติบโตเช่นกัน

เราพบว่าปัจจัยด้านราคา ทั้งอุปกรณ์ Device และ Service 5G มีผลต่อการขยายตัวการใช้งาน ซึ่งเรามั่นใจว่าต่อไปราคาสมาร์ทโฟน 5G จะมีอัตราลดลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ตลาดเซ็กเมนต์นี้เติบโต” Ryan Reith รองประธานด้านการติดตามอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั่วโลกของ IDC ฉายภาพทิศทางสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2020 เป็นต้นไป หลังการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี 5G

เวลานี้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android วางแผนเปิดตัวสมาร์ทโฟน รองรับเทคโนโลยี 5G อย่างเต็มรูปแบบในปี 2020 หลังจากที่บางแบรนด์เริ่มนำร่องเปิดตัวไปบ้างแล้วในปีนี้ และคาดว่าต้นทุนสมาร์ทโฟน 5G จะลดลง โดยเตรียมจะประกาศเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 ของปีหน้าในงาน CES และ WMC

นอกจากนี้ IDC ยังได้คาดการณ์ส่วนแบ่งการตลาดของสมาร์ทโฟน “Android” ในปี 2019 จะเพิ่มขึ้นเป็น 86.6% จาก 85.1% ในปี 2018 หรือมียอดขาย 1,197.2 ล้านเครื่อง เนื่องจากการเปิดตัว 5G และการขยาย Product Portfolio ของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าในปี 2023 จะมีส่วนแบ่งการตลาดขยับขึ้นเป็น 87.1% หรือมียอดขายอยู่ที่ 1,296.8 ล้านเครื่อง

สถานการณ์ของ Android ตรงกันข้ามกับฝั่ง “Apple” ยังคงเผชิญกับความท้าทาย คาดการณ์ว่าปี 2019 จะมีส่วนแบ่งการตลาด 13.4% และทำยอดขาย 185 ล้านเครื่อง ลดลง 11.4% เมื่อเทียบปีต่อปี และเมื่อพยากรณ์ส่วนแบ่งการตลาดปี 2023 จะอยู่ที่ 12.9% และทำยอดขาย 192.5 ล้านเครื่อง

ในขณะที่ยอดขายเครื่องลงลง “Apple” หันไปโฟกัสการสร้างรายได้จาก “Service” และ “Content Platform” มากขึ้น เพราะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้าง Business Ecosystem ให้แข็งแรง และรักษาสาวกให้อยู่กับ Apple โดยมีทั้ง Hardware คือ Smart Device ต่างๆ และ Service ควบคู่กับ Content Platform เช่น App Store, Apple Music, iCloud รวมไปถึง Apple TV+ และ Apple Arcade จัดอยู่ใน Content Platform

อย่างไรก็ตามคงต้องตามดูแผนการพัฒนา iPhone 5G ของ “Apple” ที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน 2020 ว่าจะสามารถกู้ยอดขายกลับมาเติบโตได้หรือไม่

“นอกจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ 5G ในประเทศจีนแล้ว เราต้องจับตาการพัฒนาตลาด 5G ในประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี และบางประเทศในยุโรป ซึ่งอัตราเร่งการใช้เทคโนโลยี 5G ทั่วโลก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของเครือข่าย 5G, ผู้ให้บริการโครงข่าย รวมถึงอุปกรณ์ 5G ราคาจับต้องได้” Sangeetika Srivastava นักวิเคราะห์อาวุโสของ IDC ขยายความเพิ่มเติม

Credit : International Data Corporation (IDC)

“Telenor Group” ชี้ “5G” จุดเปลี่ยนสำคัญโลกเทคโนโลยี พร้อมเผย 10 เทรนด์เทคโนโลยี 2020

“Telenor Group” (เทเลนอร์ กรุ๊ป) โดย Telenor Research (เทเลนอร์ รีเสิร์ช) ระบุว่าการเกิดขึ้นของ 5G เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแห่งโลกเทคโนโลยี ดันนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องอย่าง AI และ IoT เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคสัมผัสและได้ใช้งานจริง เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืนจะถูกยกระดับความสำคัญ แก้ปัญหาผ่านเทคโนโลยีและกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน

“ในทศวรรษที่มา เทคโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนและสังคมอย่างมาก และในปี 2020 วาระสำคัญของโลกเทคโนโลยีก็คือ การให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ประชาชนของเทคโนโลยี 5G

จะไม่ใช่เพียงเรื่องความเร็วของการรับ-ส่ง Data เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความหน่วงที่ลดลง ทำให้นวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะได้รับการพัฒนาอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็น AI และ IoT ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี 5G เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมาก” คุณยอน ทาล แซนเบิร์ก หัวหน้าศูนย์วิจัยเทเลนอร์ หน่วยงานวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

พร้อมทั้งเผย 10 แนวโน้มสำคัญทางเทคโนโลยี ปี 2020 ซึ่งหลายเทคโนโลยีที่จะถูกใช้งานแพร่หลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ เป็นผลมาจากการเกิดขั้นของ 5G

“ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแพร่หลาย ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของแพลทฟอร์ม สังคมตลอดจนการเมือง

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคได้เริ่มตระหนักถึงบทบาทและการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI, Machine learning และ IoT และนี่คือ  10 ประเด็นทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบทศวรรษ”

1. 5G เปลี่ยนโฉมหน้าพฤติกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจ

ในปี 2020 ในประเทศพัฒนาแล้วจะมีการให้บริการเทคโนโลยี 5G กันอย่างแพร่หลาย ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นหัวใจในการพัฒนาสินค้าและบริการ โดยคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและสังคมอย่างสิ้นเชิง

โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้น รวมไปถึง “นวัตกรรมหลังบ้าน” ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่พัฒนามาจาก 5G

นวัตกรรมที่ว่านี้คือ “Network Slicing” นับว่าเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ของเน็ตเวิร์คให้เป็นระบบเสมือน ซึ่งจะทำให้ความหน่วง (Latency) ของการรับส่งข้อมูลลดลง มีความแม่นยำในการควมคุมจากระยะไกล ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก IoT ได้เต็มศักยภาพ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น สาธารณสุข การขนส่ง และความมั่นคง

ทั้งนี้ ปี 2020 จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้น “ถนนสายนวัตกรรม” อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรมต่างๆ แม้เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนามาแล้วก็ตาม

2. eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย

ในปี 2020 เทคโนโลยี “eSIM” จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่จำกัดแค่เพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต แต่จะมากับของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IoT และ 5G

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลายในปี 2020 และจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ได้รับความสะดวกสบายและสามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้งานจริง

3. นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

กระแสความตื่นตัวประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ เพราะนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น IoT, Big Data และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อลดการใช้ปริมาณการใช้ทรัพยากร อันเป็นส่วนหนึ่งของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภายในปี 2030 ภาคธุรกิจในยุโรปได้ร่วมมือกันทำปฏิญญาในการใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพื่อเป็นการตระหนักรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จนทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านเครื่องมือทางดิจิทัลอย่าง Mobile Application


4. พัฒนาเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยี

ด้วยความต้องการที่สูงขึ้นของ AI แต่บุคลากรผู้พัฒนา AI ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ในปี 2020 จะได้เห็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม Machine learning ที่สามารถสร้าง AI ได้ตามความต้องการ ทำให้องค์กรธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนา AI ใช้งานได้เอง เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีสร้างเทคโนโลยีอีกทอดหนึ่ง

5. ร่างกายจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกว่าที่เคย

เทคโนโลยี IoT ส่วนมากได้รับการพูดถึงในวงจำกัดอย่างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ภาคการผลิต และเกษตรกรรม ซึ่งยังนับว่าไกลตัวกับผู้บริโภค

แต่ในปี 2020 ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยี IoT มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยจะถูกผนวกเข้าไปอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายได้อย่างเรียลไทม์

เช่น ความดันเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การกรน ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาระดับอินซูลินในเลือด

ปัจจุบันอุปกรณ์ IoT ที่ได้รับการพัฒนาจะลดเวลาระหว่างการอ่านค่าอินซูลินและการฉีดยาเข้าร่างกาย เพราะกรณีนี้ผู้ป่วยรอไม่ได้ ซึ่งเป็นบทบาทของ IoT ที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้ในปีหน้านี้

6. ปรากฏการณ์ “Dirty Data” รูปแบบใหม่ของข่าวปลอม

ปัจจุบัน ข้อมูลบนออนไลน์เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในทุกวินาที ขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการคัดกรองข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ไม่เพียง fake news หรือข่าวปลอมที่เป็นภัยบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมไปถึง Dirty Data ซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และจะปะปนอยู่ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ผ่าน AI หรือ machine learning ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในสหภาพยุโรปมองเห็นถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาและทำให้มั่นใจว่าข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์และระบบคอมพิวเตอร์ถูกต้องและมีคุณภาพ

7. “ความน่าเชื่อถือ” ถูกยกระดับความสำคัญ

“ความน่าเชื่อถือ” เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางของการใช้บริการทางออนไลน์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวที่บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลของผู้ใช้บริการออกสู่ระบบไปยัง third party เช่น บริษัทโฆษณา ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้บริการต่อผู้ให้บริการ “ลดลง”

ดังนั้น ในปี 2020 จะเห็นแนวโน้มที่ว่า ผู้บริโภคจะตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งด้าน “ความน่าเชื่อถือ”

8. ปีแห่งสนามรบของ Streaming TV

หลังจากที่ Netflix ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบความบันเทิงของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ผ่านรูปแบบ “สตรีมมิ่ง” ทำให้ผู้ผู้คอนเทนท์และเจ้าของแพลทฟอร์มรายอื่นอย่าง AppleTV+ และ Disney+ เข้ามาขอแชร์ส่วนแบ่งในตลาด ซึ่งในปี 2020 จะได้สนามรบทั้งคอนเทนท์ที่หลากหลายและราคาจากผู้เล่นเหล่านี้อย่างแน่นอน

9. เกณฑ์ใหม่คุม Big Tech

ปี 2020 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “Big Tech” ที่จะถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดเก็บภาษี ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคง ตลอดจนข้อห้ามที่เกี่ยวกับการโฆษณาเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง  หลังจากเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมตั้งคำถามถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากบริการของบิ๊กเทคเหล่านี้

10. ป้องกัน Phone scam ด้วย Machine learning

ในปีที่ผ่านมา Phone scam หรือภัยที่เกิดจากการหลอกหลวงผ่านโทรศัพท์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งมิสคอล การโทรออกผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต่างมีเล่ห์กลในการหลอกล่อเอาเงินจากเหยื่อ

แต่เพื่อลดและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ในปี 2020 Machine learning จะเข้ามามีบทบาทและเป็นเครื่องมือในการป้องกัน Phone scam ที่เกิดขึ้น

“Ericsson” ชี้ปี 2025 มีผู้ใช้งาน 5G ทั่วโลกกว่า 2,600 ล้านคน – คาดการใช้งาน Data แตะ 24 GB ต่อเดือน

“Ericsson” (อีริคสัน) คาดว่าจำนวนผู้ใช้ระบบเครือข่าย 5G ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 2,600 พันล้านคนภายในอีก 6 ปีข้างหน้า

เป็นผลมาจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและระบบนิเวศ 5G ที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

โดยข้อมูลคาดการณ์ดังกล่าวได้ระบุไว้ในรายงาน Ericsson Mobility Report ประจำเดือนพฤศจิกายน 2019 รวมไปถึงข้อมูลการคาดการณ์อื่น ๆ จนถึงช่วงปลายปี 2025 และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

  • ปี 2019 เป็นช่วงเวลาที่ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำในเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือได้ดำเนินการเปลี่ยนย้ายไปสู่เครือข่าย 5G
  • ส่วนเกาหลีใต้มีการใช้งาน 5G เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งานเมื่อเดือนเมษายน 2019 โดยผู้ให้บริการในเกาหลีใต้รายงานว่ามีจำนวนผู้ใช้งาน 5G กว่า 3 ล้านคนแล้ว ณ สิ้นเดือนกันยายน 2019
  • การเปิดตัวระบบ 5G ในจีนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการอัพเดตตัวเลขประมาณการผู้ใช้ 5G สำหรับสิ้นปี 2019 ใหม่ เพิ่มจาก 10 ล้านคนเป็น 13 ล้านคน
  • ปริมาณการใช้ Data Internet เฉลี่ยต่อเดือนของสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 7.2 GB ในปัจจุบันเป็น 24 GB ภายในสิ้นปี 2025 เป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบใหม่ของผู้บริโภค เช่น การสตรีมมิ่งแบบ Virtual Reality (VR)


ทั้งนี้ การใช้งาน Data Internet 7.2 GB ต่อเดือน จะสามารถสตรีมวิดีโอ ความละเอียดระดับ HD (1280 x 720) ได้ที่ความยาว 21 นาทีในแต่ละวัน

แต่หากใช้เพิ่มเป็น  24 GB จะรองรับการสตรีมวิดีโอ ความละเอียดระดับ HD ได้ที่ความยาว 30 นาที และ VR เพิ่มเติมได้อีก 6 นาทีในแต่ละวัน

ภายในสิ้นปี 2025 เครือข่าย 5G จะครอบคลุมสัดส่วนราว 65% ของประชากรทั่วโลก และคิดเป็น 45% ของจำนวนการใช้ Data Internet บนมือถือทั่วโลก

“เป็นเรื่องน่ายินดีที่ระบบเครือข่าย 5G ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้ผลิตอุปกรณ์เกือบทุกรายในปัจจุบัน และในปี 2025 อุปกรณ์ที่รองรับ 5G จะได้รับการวางจำหน่ายในตลาดอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะช่วยผลักดันการใช้งาน 5G เพิ่มมากขึ้น

คำถามสำคัญคือ เราจะสามารถกระตุ้นการประยุกต์ใช้งานเครือข่าย 5G ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและองค์กรได้รวดเร็วแค่ไหน แม้ว่าระบบ 4G จะยังรองรับการเชื่อมต่ออย่างแข็งแกร่งในหลายๆ ประเทศ แต่การปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัยก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เราจะต้องดำเนินการ” คุณเฟรดริก เจดลิงก์ รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายเครือข่ายของอีริคสัน กล่าว

แม้ว่าวันนี้ WCDMA / HSPA จะยังเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโอเชียเนียอยู่ แต่คาดว่าภายในปี 2025 ระบบ 4G (LTE) จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักโดยมีจำนวนผู้ใช้งานถึง 63% ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด ในขณะที่สัดส่วนผู้ใช้งาน 5G คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 21% ภายในปี 2025

ผู้ให้บริการและผู้ประกอบการ ICT จะมีบทบาทมากขึ้นในการใช้งานระบบและแอปพลิเคชันในเครือข่าย 5G  ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนผู้ใช้งาน 5G ที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาล่าสุดของ Ericsson ในหัวข้อ “5G สำหรับธุรกิจ: เข็มทิศการตลาดปี 2030” ระบุว่า รายงานมูลค่าธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ที่เปิดใช้งาน 5G จะมีมูลค่าสูงถึง 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการณ์จากผู้ประกอบการ ICT ถึงยอดผู้ใช้งานในตลาดที่รองรับ 5G ที่จะเพิ่มขึ้นถึง 47% 

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบัน คาดว่าความนิยมของการใช้งาน 5G จะเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าเครือข่าย LTE โดยภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุด ได้แก่

  • อเมริกาเหนือ คาดว่า 5G จะครองสัดส่วน 74% ของจำนวนผู้ใช้งานมือถือในภูมิภาคดังกล่าวภายในสิ้นปี 2025 
  • เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือคาดว่าจะอยู่ที่ 56% 
  • ยุโรปอยู่ที่ 55% ของจำนวนผู้ใช้งานมือถือในภูมิภาคนี้
  • จำนวนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT บนเครือข่ายเซลลูลาร์ทั้งหมดจะแตะระดับ 5,000 ล้านชิ้น ภายในสิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 1,300 ล้านชิ้น ในช่วงสิ้นปี 2019 คิดเป็นอัตราการเติบโต 25% ต่อปี

ทั้งนี้คาดว่าเทคโนโลยี NB-IoT และ Cat-M จะครองสัดส่วน 52% ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT บนเครือข่ายเซลลูลาร์ภายในปี 2025

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “5G” จะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลก ที่จะพลิกโฉมทุกสิ่งทุกอย่างให้ “Smart” ตั้งแต่ระดับบุคคล ที่มีวิถีชีวิตประจำวันแบบ “Smart Life” ไปจนถึงระดับเมือง (Smart City) และระดับประเทศ (Smart Country) 


ต้นฉบับ https://www.marketingoops.com/reports/industry-insight/5g-technology-trend-2020-change-the-world/ 

Powered by MakeWebEasy.com