รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559

รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20.15 น.
------------------------------------------
 
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน
 
กิจกรรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”ในวันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น เป็น “กิจกรรมแห่งชาติ” ที่รัฐบาล ร่วมกับประชาชน “คนไทย” ทุกภาคส่วน ทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา บนแผ่นดินไทย อันเป็น “สุวรรณภูมิ” ของเราแห่งนี้ ในการที่จะรวมพลัง เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และความกตัญญูกตเวที แด่สถาบันพระมหากษัตริย์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ “ทุกพระองค์” ที่ดำเนินการมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั่วประเทศ อย่างสมพระเกียรติ สง่างาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งยังได้เป็นการแสดงออกถึงความรู้ รัก สามัคคี และความมีวินัยของคนในชาติอีกด้วย
 
ทั้งนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ ของชาติไทย มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานกว่า 800 ปีแล้วก็ตาม ก็ยังคงเป็นสถาบันหลักในการสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่น เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ และเป็น “สายธารอันชุ่มฉ่ำ” แห่งการพัฒนาความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป ดังบทประพันธ์ตอนหนึ่งของ ด็อกเตอร์ อภิชาต ดำดี ที่ว่า “แม้ไม่มี ราชา ผู้สามารถ จะเป็นชาติมีชื่อหรือไฉน ที่วันนี้ยังมีประเทศไทย ใครหนอใคร ฝ่าฟัน สร้างกันมา” สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันความผูกพัน ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทยอย่างแน่นแฟ้น ตลอดประวัติศาสตร์ชาติไทย
 
ในการนี้ ผมขอให้พี่น้องประชาชนทุกคน ได้ยึดมั่น ในสิ่งที่ “ทุกท่าน” ได้เปล่งสัจวาจาถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า จะซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ จะปฏิบัติหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีด้วยการเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาประเทศ อย่างสมดุลและยั่งยืน จะร่วมกันปฏิรูปประเทศ และสนับสนุนให้มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ปกครองประเทศ ด้วยหลักนิติธรรม มีธรรมาภิบาล จะเป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมกันนำพาประเทศชาติ ไปสู่อนาคตและความสงบสุขที่ยั่งยืน จะรู้รักสามัคคี เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์ และประชาชน และจะประพฤติปฏิบัติตน ตามรอยพระยุคลบาท ในแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยน้อมนำ “ศาสตร์ของพระราชา” มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธาน และเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป
ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วน รวมทั้งพี่น้องประชาชนทุกคน ทั้งที่ร่วม “กิจกรรมแห่งชาติ” ในครั้งนี้ ณ สถานที่ราชการ สถานประกอบการ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ อันเชื่อมโยงแสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางจิตใจของพสกนิกรชาวไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่อาจจะไม่ได้ร่วมกิจกรรม ณ พื้นที่ที่กำหนด ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าทุกคนนั้น สามารถแสดงออกถึงความจงรักภักดีแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ในการนี้ ผมขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและทั้งที่อยู่ในต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ และสื่อมวลชน ทุกแขนง ที่ได้ช่วยกันนำภาพ “พลังแห่งความจงรักภักดี” ทั้งจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และทั่วทุกมุมโลก ปรากฏสู่สายตาของชาวไทยและชาวโลก ได้อย่างงดงาม และมีความหมาย
สำหรับวันนี้ ผมขอยก “ครอบครัวของ ร.ต.อ.หญิงวิภารัตน์ กากแก้ว” เป็นตัวอย่างครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” หลายแขนง มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และในชีวิตรับราชการ รวมทั้งสอนลูก ๆ ให้รู้จักการใช้ชีวิตใน “วิถีพอเพียง” บนพื้นที่ 20 ไร่ของครอบครัว ดำเนินการตาม “เกษตรทฤษฎีใหม่” โดยแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกบ้าน 1 หลัง ทำนา 13 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา 4 บ่อ และพื้นที่ที่เหลือ ทำยุ้งฉาง เลี้ยงสัตว์ และทำ “สวนเกษตรแบบผสมผสาน” ในการปลูกพืชผักสวนครัว ทั้งกินเอง ทั้งขายเป็นรายได้เสริม ทั้งทำบุญและแจกญาติพี่น้อง แลกเปลี่ยนพืชผลกันในตลาดชุมชน ตามวิถีไทย ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งหมดนั้นเป็นการทำ “เกษตรอินทรีย์” แบบครบวงจรในครัวเรือน โดยใช้ปุ๋ยคอกจากมูลไก่ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ดำนาเอง เก็บเกี่ยวเอง และสีเป็นข้าวสารเก็บไว้ในยุ้งฉาง สำหรับกินเองได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้น มีการทำ “บัญชีครัวเรือน” ทำให้รู้และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ที่ฟุ่มเฟือย และหารายได้เสริมให้เพียงพอต่อรายจ่ายที่จำเป็น โดยมีการเก็บออมไว้ 25 เปอร์เซ็นต์ สำหรับใช้จ่าย ยามฉุกเฉิน เจ็บป่วย หรือในยามชรา
 
ทั้งนี้ ครอบครัวของ ร.ต.อ.หญิงวิภารัตน์ฯ ได้ยึด “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวทางพระราชดำริจนประสบความสำเร็จ ทำให้สามารถทุ่มเทกับงานในเวลาราชการ และใช้นอกเวลาราชการทำ “ไร่นาสวนผสม” ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ยึดติดลาภยศ ชีวิตก็มีความสุขทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่จะสร้างความเข้มแข็งในระดับ “ครัวเรือน” ของสังคมไทย ได้อย่างยั่งยืน หากเราได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปสู่การปฏิบัติอย่างเข้าใจ ที่สำคัญ ผมเห็นว่าเป็นการเอาชนะ “กิเลส” ที่เป็นสนิมในจิตใจ และเอาชนะ “การทุจริต” ที่เป็นสนิมในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ผมขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน และข้าราชการ ที่ได้น้อมนำ “แนวทางของพ่อ” ไปสู่การปฏิบัติ ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ ให้ประสบความสำเร็จ และเป็นครรลองที่ถูกที่ควร
 
สำหรับข้าราชการ “บางส่วน” ที่ยังหลงผิด ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์ มีอิทธิพลเหล่านั้น ที่ยังจมอยู่ในกองกิเลส อาทิ เช่น กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในหัวเมืองท่องเที่ยวในบริเวณ เช่น หาดใหญ่ พัทยา หัวหิน และพื้นที่เศรษฐกิจอื่น ๆ ทั่วประเทศ ทุกครั้งเมื่อผมได้รับรายงานแม้ว่า จะเป็นเพียงส่วนน้อย บางคนเท่านั้น ก็รู้สึกไม่สบายใจ ผมคิดว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่สบายใจ เราก็ต้องช่วยกันรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ผู้ที่กระทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ขอให้ปรับปรุงตัว และยึดมั่นในสัจวาจา ที่ตนได้ถวายคำสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วย
 
พี่น้องประชาชนครับ
ในระดับรัฐบาลนั้น เราได้มีแนวทางในการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาประยุกต์ใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดผลจากการทำงานที่เป็นรูปธรรม มีผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องประกันความสุขของทุกคนได้ เพียงแต่ขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ จากพี่น้องประชาชนทุกคน ในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 
เรื่องที่ 1. ขอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมีการลดอัตตาของตัวเองลงไป มองให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยงกันให้มากขึ้น เป็นการสร้าง เหมือนภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Mindset ใหม่ ในกระบวนการคิดของคนไทย เพราะทุกกิจกรรม ทุกมิติ ในโลก นับจากนี้ต่อไป เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องการการเชื่อมโยง การสร้างเครือข่าย การรวมตัวกัน เราจึงจะเดินหน้าขับเคลื่อนไปได้ ตลอดรอดฝั่ง เช่น การที่เราสร้างกลไก “ประชารัฐ” การรวมกลุ่มสหกรณ์ การสร้างห่วงโซ่คุณค่า (ทั้งต้นทาง - กลางทาง - ปลายทาง) และตลาดชุมชน ที่ต่อไปนั้น จะใช้เป็นสถานที่ “จับคู่” ทางธุรกิจ เป็นวงจรธุรกิจ “ระดับฐานราก” เป็นต้น ต้องให้ความสำคัญกับทักษะ “การทำงานเป็นทีม” ซึ่งต้องปลูกฝังเยาวชนของเราในสถานศึกษา “ทุกระดับ” ตั้งแต่วันนี้
 
เรื่องที่ 2. ขอให้ทำความเข้าใจ พินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ถึงผลกระทบจากทุกกิจกรรม ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันว่าย่อมจะมีผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์ เพราะการที่เราจะปรับเปลี่ยน การปฏิรูป หรือการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นนั้น ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในระยะต่าง ๆ แต่ “จุดหมายปลายทาง” แล้ว ย่อมจะนำพาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ในการดำเนินการแก้ปัญหา “โรงเรียนขนาดเล็ก” กว่า 15,000 แห่ง ทั่วประเทศ ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ในระยะแรก อาจจะส่งผลกระทบเป็นรายบุคคล รายครอบครัว เพราะต้องปรับตัว ในเรื่องของการใช้ชีวิตและค่าใช้จ่าย เพื่อแลกกับสิ่งที่ได้มา ก็คือคุณภาพการศึกษาและสุขภาพจิตของนักเรียนที่ดีขึ้น
โดยในระยะที่ 2 เมื่อ “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” ซึ่งถูกตั้งให้เป็น “โรงเรียนแม่เหล็ก” ได้รับการส่งเสริมความเข้มแข็ง ทั้งจากชุมชนเอง และจากรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม โดยใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ากว่าเดิม เช่น ประเทศชาติจะสามารถประหยัดงบประมาณ มากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี จากงบลงทุน ก่อสร้าง ปรับปรุงซ่อมแซมและครุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เดิมต้องจ่ายให้โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน จำนวนกว่า 7,000 โรงเรียน แล้วได้นำไปเพิ่มเติมให้กับ “โรงเรียนแม่เหล็ก” ที่อยู่ในโครงการ ในภาพรวม เป็นงบประมาณสำหรับการจัดการเรียนการสอน “เพิ่มขึ้น” กว่า 500 ล้านบาทต่อปี
ดังนั้น ในระยะที่ 3 ในอนาคต เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงกลไกประชารัฐ และประชาคมใกล้เคียงกับโรงเรียนเป้าหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ในวันข้างหน้าได้แล้ว ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและครูไม่ครบชั้น ที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน ก็จะหมดไป และประเทศไทยก็จะได้ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ประเทศไทยก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างสมดุล ในทุกมิติ
 
เรื่องที่ 3. คือขอให้เข้าใจว่า เราไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามได้ ในเวลาเดียวกัน ในคราวเดียวกัน แบบ “พลิกฝ่ามือ” โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้าง ระบบ วิธีการ และการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ หรือแม้กระทั้งภาคธุรกิจเอกชนเองก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดก็คือ การกำหนดผลสัมฤทธิ์ ตามห้วงระยะเวลา ให้มีผลเป็นรูปธรรม ชัดเจน จับต้องได้ อาทิ เช่น การกำหนดเป้าหมาย ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนะครับ ตั้งแต่ ปี (พ.ศ. 2557 –2569) เดิมเราทำไว้ 13 ปี ที่จะต้องสามารถประเมินผลความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การขุดสระในไร่นา มีเป้าหมาย 3 แสนกว่าสระ ภายในปี 2569 ปัจจุบันแล้วเสร็จ 1 แสนกว่าสระ คิดเป็นร้อยละ 40 ประปาหมู่บ้าน มีเป้าหมาย 7,500 แห่ง ภายในปี 2560 ปัจจุบันแล้วเสร็จ 5,700 กว่าแห่ง คิดเป็นร้อยละ 77 และเป้าหมายการจัดหา น้ำเพื่อการเกษตร ให้เพียงพอต่อความต้องการในภาพรวม ทั้งหมดกว่า 8,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันดำเนินการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร “เพิ่มเติม” ในระบบได้แล้ว กว่า 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 21 เป็นต้น คือในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันห้วงระยะเวลาของแผนดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ตารางการปฏิบัติ แผนงาน โครงการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากเดิมที่ทำไว้ ปี 2557 - 2569 (13 ปี) เราต้อง“ขยาย” เป็นปี 2560 – 2579 (20 ปี) ที่ผ่านมานั้นมีเป้าหมายระยะยาว วันนี้ที่รายงานให้ทราบเมื่อสักครู่เป็นสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วถึงช่วงระยะเวลานี้ เราคงต้องทำต่อไปให้ครบ
 
เรื่องที่ 4. พึงระลึกเสมอว่า การพัฒนาและการสร้างความเจริญเติบโตของประเทศนั้น เราต้องสามารถรักษาสมดุล ให้ได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศให้ได้ โดยเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มในอาชีพเดียวกันแล้วมีการเชื่อมโยงไปสู่อาชีพอื่น หรือกลุ่มอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน อาทิเช่น การรวมกลุ่มของเกษตรกร การตั้งสหกรณ์การเกษตร จากนั้นก็เชื่อมโยงไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป สถาบันวิจัยทางการการเกษตรเข้ามาช่วยเหลือ และตลาดชุมชุน ตลาดส่งออก เป็นต้น ทั้งนี้ การรวมกลุ่มกันนั้น จะส่งผลดีในการรวมตัว เพื่อที่จะแก้ปัญหาอันเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่มีความคล้ายคลึงกันแบบ “เป็นกลุ่ม เป็นก้อน” มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญก็คือ การยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือของรัฐบาล จะสามารถดำเนินการได้โดยง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และการใช้ทรัพยากร ในการเข้าไปดำเนินการจัดการกับปัญหาได้ อย่างคุ้มค่า สามารถลดต้นทุนในการดำเนินการได้ไม่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินแบบ “เบี้ยหัวแตก”
ทั้งนี้ นอกจากจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อน ในระยะเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็วแล้วยังเป็นการสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในระยะยาว ในคราวเดียวกันด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ต้องอดทน และทุกอย่างต้องเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเกินผลกระทบกับหลายส่วนด้วยกัน
 
เรื่องที่ 5. เราทุกคนควรติดตามข่าวสาร และทำความเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก กับอาเซียนและประเทศไทยนั้น มีผลสืบเนื่องกันใน “ทุกมิติ” ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ในระดับประชาคมโลก และรายประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ รวมทั้ง มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ในด้านพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ ระดับการศึกษา ความมีอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งจะอย่างไรก็ตามเราก็มีความจำเป็นจะต้องแสวงหาความร่วมมือ ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศของเราเอง และระหว่างประเทศให้ได้ “บนความแตกต่าง”
โดยเราควรที่จะ “แสวงหาจุดร่วม จุดต่าง” แล้วหาจุดเชื่อมโยงให้ได้ ต่อกันให้ติด ให้ได้โดยเร็ว เช่น กลไก “ประชารัฐ” ของรัฐบาลนี้ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยง “ภายในประเทศ” ในเชิงโครงสร้าง เชิงหน้าที่และเชิงความรับผิดชอบ ที่เราจะมุ่งสู่เป้าหมายอันเดียวกัน ก็คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประเทศชาติ และประชาชน และการที่รัฐบาลนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้เป็น “สะพาน” เชื่อมโยงกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก อาทิเช่น (G20) หรือกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (G77) ทั้งนี้ก็เพื่อจะรักษาความสมดุล ในการพัฒนาของโลก ในฐานะที่เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยเราจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เหล่านี้ เป็นต้น
ทั้งนี้ ไม่ว่ามิติเศรษฐกิจของโลก จะมั่งคั่งเท่าไหร่ก็ตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น “ศาสตร์พระราชา” ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากประชาคมโลก จะช่วยย้ำเตือนเรา ถึงการพัฒนาที่สมดุล ทั้งในมิติสังคม คือ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ “อย่างพอเพียง” และในมิติสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
 
เรื่องที่ 6. สิ่งที่เป็นปัญหา รัฐบาลยังแก้ไขได้ไม่มากนัก ก็คือ “ความเข้าใจ ความร่วมมือ” ของประชาชน และการทำงานของข้าราชการในพื้นที่ ที่อยู่ใกล้ชิดกันระหว่างข้าราชการกับประชาชนระดับล่าง เราจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาตนเองให้รวดเร็ว เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งข้าราชการและประชาชนทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
ทั้งนี้ การที่จะสามารถปรับเปลี่ยนคนที่ไม่เข้าใจ ไม่ร่วมมือ ต่อต้านได้นั้น เราจำเป็นต้องน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” คือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งควรต้องคำนึงถึงความเป็นมาเป็นไปในอดีตที่ผ่านมา และต้องมองอนาคตร่วมกันเป้าหมายเดียวกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งจะช่วยให้สังคมของเราดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำธำรงความเป็นธรรมได้ในที่สุด
ทั้งนี้ โดยหลักการของ “ประชาธิปไตย” นั้น ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ แก่ส่วนรวม คนกลุ่มใหญ่ เสียงส่วนใหญ่ก่อน จากนั้น “ผลพวง” ต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นเชื่อมโยงไปถึง “คนกลุ่มน้อย เสียงส่วนน้อย” ด้วยเช่นกัน เราก็ต้องดูแลซึ่งกันและกัน ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง ถ้าเกิดไม่ได้เลยก็ไม่ได้สักส่วนหนึ่งแหละครับ แม้ว่าที่ผ่านมานั้น “คนบางส่วน” อาจไม่เห็นด้วยกับนโยบาย - แผนงาน - โครงการ ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการดำเนินการ “สร้างแรงจูงใจ ให้กำลังใจ” ไม่ให้เกิดการต่อต้าน ไม่ตำหนิติเตียน โดยต้องให้เวลากับทุกคน รับฟัง มีสติ ใช้สติปัญญาอย่างใคร่ครวญ
สิ่งสำคัญที่สุดของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจเอกชน ในการทำงานร่วมกันแบบ “ประชารัฐ” นั้นก็คือ จัดทำในสิ่งที่เป็นกิจกรรมตัวอย่าง ซึ่งประสบความสำเร็จแล้ว ให้มองเห็นผลเป็นรูปธรรม และประชาชนได้รับผลดีขึ้นหากให้ความร่วมมือกับทางราชการ ทั้งนี้ เพื่อจะได้นำทางผู้ที่ยังไม่เข้าใจได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะว่าการทำสิ่งใดก็ตามนั้น หากไม่มีการเริ่มต้น ก็จะไม่มีความสำเร็จ บางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาน้อย บางอย่างใช้เวลามาก เหมือนกับการปลูกพืชระยะสั้น ระยะยาว ดังนั้น ทุกคนต้องรู้จัดอดทน ต้องรอคอย ถึงผลประโยชน์ในอนาคต ที่แตกต่างกันในเวลานี้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
 
เรื่องที่ 7. นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศไทย คนไทยในอดีต ที่ผ่านมา ก็คือ เราสนใจงานในเชิงโครงสร้าง “น้อยเกินไป” ทำให้ มุ่งแต่การแก้ปัญหาเล็ก ๆ ไม่ตรงจุด หรือเน้นมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว โดยไม่ทำในเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็งไปพร้อมด้วย ให้ได้มากบ้าง น้อยบ้างในเวลาเดียวกัน ด้วยขีดความสามารถที่เรามีอยู่ เราก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำแบบเดิม ๆ ให้ได้เสียก่อน แล้วเราจึงจะสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ ในแนวทางที่เกิดความยั่งยืนได้ รวมทั้งต้องมีกระบวนการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ที่รอบด้าน และทันสมัย เพื่อจัดทำเป็น “ฐานข้อมูลกลาง” ให้ได้โดยเร็ว สำหรับให้ทุกหน่วยงานได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน วิเคราะห์ในมุมมองที่ตนเองรับผิดชอบ และกำหนดแนวทางวิธีการในการดำเนินงานอย่างบูรณาการกัน
 
เรื่องที่ 8. ประเทศไทยของเรานั้น จัดเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเกษตรสูงโดยสามารถเพาะปลูกพืช เพื่อเป็นสินค้าส่งออกได้ จริงอยู่ที่ในอดีต เรามีผลผลิตที่เพียงพอ ที่ดินและทรัพยากรต่าง ๆ ก็เพียงพอ ราคาสูงอยู่ แต่เมื่อประเทศของเราเติบโตขึ้น โลกเติบโตขึ้น ประชากรมากขึ้น การบริโภคก็มีปริมาณสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่พื้นที่เพาะปลูกของเราหรือของโลกนั้นกลับมีแนวโน้มลดลง
 
เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชใหม่ จากเดิม “เกษตรแบบธรรมชาติ” เป็นการใช้เทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ เช่นระบบการปลูกพืชน้ำหยด การทำไร่นาสวนผสมแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการหรือเรียนว่า Demand Supply
 
ทั้งนี้ จะได้มาช่วยเสริมศักยภาพทางการเกษตรที่เคยอาศัยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวเป็นตัวกำหนด อีกทั้งเราต้องปรับรูปแบบการเกษตรของเรา จาก “เกษตรครัวเรือน” เป็นเกษตรแปลงใหญ่ หรือการรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงในเรื่องของการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป การตลาด
โดยเกษตรกรนั้น จะต้องรู้จักการบริหารจัดการตนเอง ทั้งระบบ เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทยใน “ยุคใหม่” ที่เรียกว่า “Smart Farmer” เราต้องการให้เกิดความสมดุล ระหว่างภาคประชาชน พ่อค้าคนกลาง และการส่งออกโดยภาคธุรกิจเอกชน พึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน ปัจจุบันรัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการหลายมาตรการด้วยกัน อาทิเช่น ในการเตรียมมาตรการในเรื่องสนับสนุนให้มี “ยุ้งฉาง” ขนาดใหญ่หรือ” หรือ “ไซโล” เพิ่มเติมขึ้น ให้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ในอนาคตอันใกล้นี้
 
เรื่องที่ 9. ศักยภาพของประเทศไทยในโลกใบนี้นั้น ไม่น้อยไปกว่าใคร เราอาจจะมองในเรื่องนี้ น้อยเกินไป หรืออาจจะมองข้ามไป เราอาจจะไมมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการบูรณาการที่ชัดเจนก็คือ การจัดสรรและใช้ประโยชน์จาก “ที่ดิน” ซึ่งเรามีค่อนข้างสมบูรณ์ มากกว่าประเทศอื่น ๆ
 
ในห้วงที่ผ่านมานั้น แม่น้ำ ที่ดิน ป่าเขาของเรา ถูกจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ ที่มีอยู่เฉพาะในประชาชน “จำนวนหนึ่ง” เท่านั้น เราไม่ได้ใช้เทคนิคการควบคุมการบริหารจัดการ และการใช้สอยจากสิ่งที่เรามีอยู่ อย่างคุ้มค่า และรักษาสมดุลได้ จนทำให้เกิดปัญหากันอยู่ อย่างในปัจจุบันนี้ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ป่าถูกทำลายเสื่อมโทรม ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะมาช่วยกันคิด ช่วยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะที่เสื่อมโทรม “มากไปกว่านี้” เราต้องหยุดให้ได้ เราต้องใช้ศักยภาพ “การเป็นศูนย์กลาง” ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในอาเซียน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการเชื่อมโยงการค้าการลงทุน การไปมาหาสู่ของประชาชนในอาเซียน
 
การลงทุนร่วม การค้าต่างตอบแทนในกลุ่มอาเซียน ในลักษณะที่ไทยมีศักยภาพ ในการเป็น “ศูนย์กลาง” ในภูมิภาคได้ ในหลายกิจกรรม อาทิเช่น การท่องเที่ยว การสาธารณสุข รักษาพยาบาล ยา ดิจิทัล การคมนาคมระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงตลาด การค้า การลงทุน ทั้งในส่วนของ SME สินค้าประชารัฐ และการสร้างแบรนด์ของประเทศไทย อาทิเช่น ข้าวอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ ที่มีราคาสูง ปรับปรุงคุณภาพการผลิต การแปรรูป ให้เป็นศูนย์กลางด้านอาหาร มีการลงทุนแนวใหม่ที่เรียกว่า New S-Curve ซึ่งสนองตอบต่อความต้องการของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ให้มาก
รวมทั้ง เราต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับ การสร้างความเชื่อมโยง “ทางกายภาพ” อาทิเช่น ถนน รถไฟ รถไฟฟ้าความเร็วสูง ท่าเรือขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทั้งการเชื่อมโยงกันเอง ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ระหว่างเมืองและระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภายในประเทศ ตลอดจนเป็นการเชื่อมโยงไปสู่ต่างประเทศ อาทิเช่น ประเทศเพื่อนบ้าน CLMV อาเซียน และภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก เราต้องคิดให้ไกลไปอีก ทั้งนี้ ถ้าเราไม่สามารถจะสร้างให้เกิดขึ้นในวันนี้ได้แล้ว รายได้ก็จะไม่เกิดขึ้น ทั้งกับประชาชน และประเทศชาติ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไง วันหน้าคนเรามากขึ้น รายได้ก็ลดลง เศรษฐกิจประเทศก็แย่ลง เราอยู่กันไม่ได้แน่นอน
พี่น้องประชาชนที่รักครับ
 
ผมรับรู้ได้ถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ เป็นบรรยากาศของความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยซึ่งกันและกัน ก็อยากให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้รักษา สิ่งดีงาม มีความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็น “เอกลักษณ์ของคนไทย” และ “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถึงแม้ว่าจะห่างหายไปนานจากสังคม แต่ผมก็คิดว่ายังอยู่ แต่หลายอย่างทำให้เป็นไปแบบนั้น วันนี้ สิ่งเหล่านี้กำลังกลับคืนมาสู่บ้านเมืองของเรา ผมก็อยากให้รักษากันไว้ให้นาน ๆ ที่สุด ให้ลูกหลานได้ซึมซับ เราจะได้รู้ว่า “ความมีน้ำใจ คือไทยแท้” สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เห็นก็คือ การที่เข้าแถวในการเข้าถวายความอาลัยพระบรมศพ ก็ขอให้เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อย่าแบ่งแยกกันเลย ทั้งข้าราชการ ประชาชนก็ญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น คือคนไทยด้วยกัน
 
เพราะฉะนั้น ทุกคนต่างก็ต้องดูแลซึ่งกันและกัน อย่าแบ่งแยกกัน ในส่วนของการ ปองดองของคนในชาตินั้น ผมคิดว่าวันนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ทุกคนจะปรับตัวเข้าหากัน พูดจาถ้อยที่ถ้อยอาศัยกัน แล้วก็ไม่นำเรื่องที่เป็นความขัดแย้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย เช่น ความคิด หรือคำพูดบางคำ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบกับคนบางคนหรือคนบางส่วนนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูที่เจตนาด้วย ก็ขอให้ทุกคนรู้จักการให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะเป็นความขัดแย้ง แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ไม่หวังดี ในการที่จะขยายความขัดแย้งเหล่านี้ต่อไป ในเรื่องของการปองดอง หรือความรักสามัคคีนั้น เราบังคบกันไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยใจ เราไม่สามารถจะใช้กฎหมายใช้การบังคบให้เกิดขึ้นได้
 
สำหรับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ให้เป็น “วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล” ก็มีมาทุกปี เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ได้กำหนดไว้เช่นกันในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ผมก็ขอให้ทุกคนได้ตระหนัก ร่วมกันป้องกัน และขจัดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี คนชรา และผู้ไร้ความสามารถ ผู้พิการที่อ่อนแอกว่า เพื่อให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้หมดสิ้นไป จากสังคมไทย และจากจิตใจคนไทย “บางคน” ที่นิยมใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น บางครั้งก็ดื่มสุราอาละวาด ทำร้ายคนในครอบครัว ทำร้ายคนอื่น ไร้สติ เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกในสังคมไทยต่อไป
 
สุดท้ายนี้ ผมขอฝากเป็นข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อาจจะส่งผลดีที่ยิ่งใหญ่ หลายคนอาจจะยังไม่ได้คิดหรือคิดแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากใกล้เทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” หลายคน หลายหน่วยงาน เตรียมมองหา “ของขวัญ ของฝาก” พ่อแม่ ลุง ป้า น้า อา ญาติผู้ใหญ่ “ที่บ้าน” หรือลูกน้อง เจ้านาย “ที่ทำงาน” ก็ขอฝากให้พิจารณาเลือกสรร เลือกซื้อเลือกหา สินค้าพื้นบ้าน ที่เรียกว่าสินค้า OTOP ประชารัฐ ผลไม้ พืชผลทางการเกษตร และข้าวสารบรรจุห่อจากชาวนา “โดยตรง” หรือสินค้าแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอื่นๆ ของSME แลละธุรกิจ Start-up ของไทย ทั้งในตลาดคลองผดุงฯ ข้างทำเนียบรัฐบาลตลาดชุมชน ใกล้บ้านท่าน หรือจาก “ตลาด On-line” ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการอุดหนุนชาวนาและเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นโมเดลสร้างการเชื่อมโยง ตลอด “ห่วงโซ่คุณค่า” อันจะเป็นทางรอดของเกษตรกร และทางออกของผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน
 
ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ สวัสดีครับ
 

ดาวน์โหลด ดาวน์โหลดรายการย้อนหลัง MP3

 

Powered by MakeWebEasy.com